ทำไมวันที่12สิงหาคมถึงเป็นวันแม่ของไทย

     

 

ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
สากล

     กล่าวกันว่า นางแอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูชาวอเมริกันแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย ได้ใช้ความพยายามร่วม 2 ปี เพื่อเรียกร้องให้มี “ วันแม่ ” ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปี ค.ศ. 1914 ( พ.ศ. 2457) โดยประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือเอาวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็น “ วันแม่แห่งชาติ ” และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือ “ ดอกคาร์เนชั่น ” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ โดยมี 2 แบบ คือ ถ้าแม่มีชีวิตอยู่ให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว

ไทย

     งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมา วันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ

ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่

    

    การที่ใช้ “ ดอกมะลิ ” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของ ดอกมะลิ

วันแม่ในต่างแดน

ประเทศอื่น ๆ ก็มีการกำหนดวันแม่ไว้เช่นเดียวกัน ตัวอย่าง เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ใช้วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ประเทศรัสเซียใช้วันที่ 28 พฤศจิกายน เป็นต้น

อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ นอร์เวย์
8 มีนาคม บัลแกเรีย , แอลเบเนีย
อาทิตย์ที่ 4 ในฤดูถือบวชเล็นท์ ( มาเทอริง ซันเดย์) สหราชอาณาจักร , ไอร์แลนด์
21 มีนาคม (วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ) จอร์แดน , ซีเรีย , เลบานอน , อียิปต์
อาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม โปรตุเกส , ลิทัวเนีย , สเปน , แอฟริกาใต้ , ฮังการี
8 พฤษภาคม เกาหลีใต้ (วันผู้ปกครอง)
10 พฤษภาคม กาตาร์ , ซาอุดีอาระเบีย  , บาห์เรน , ปากีสถาน , มาเลเซีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , อินเดีย , โอมาน , เม็กซิโก
อาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม แคนาดา , สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) , ญี่ปุ่น , เปรู ,  เดนมาร์ก , ตุรกี , นิวซีแลนด์ ,เนเธอร์แลนด์ ,สาธารณรัฐประชาชนจีน , บราซิล  , ฟินแลนด์ , มอลตา , เยอรมนี , เบลเยียม

 ลัตเวีย , สโลวาเกีย , สิงคโปร์ , สหรัฐอเมริกา ,

 ออสเตรเลีย , ออสเตรีย , อิตาลี , เอสโตเนีย , ฮ่องกง

26 พฤษภาคม โปแลนด์
27 พฤษภาคม โบลิเวีย
อาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม สาธารณรัฐโดมินิกัน , สวีเดน
อาทิตย์แรกของเดือน มิถุนายน หรือ อาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ฝรั่งเศส
12 สิงหาคม ไทย
15 สิงหาคม (วันอัสสัมชัญ) คอสตาริกา , แอนท์เวิร์ป (เบลเยี่ยม)
อาทิตย์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือนตุลาคม อาร์เจนตินา ( Dia de la Madre)
28 พฤศจิกายน รัสเซีย
8 ธันวาคม ปานามา
22 ธันวาคม อินโดนีเซีย
  ที่มา  :   จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 

ที่มา : http://www.bbv.ac.th/images/53/mom/mom01.htm

ใส่ความเห็น